Transition -8-

posted on 14 Jun 2013 23:48 by himawari-sos-dan in Novel
Transition
 
 
-8-
 
 
      หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อวันคริสต์มาสมาเวลาก็ผ่านไปจนขึ้นปีใหม่ ดอกซากุระผลิบานเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้น
ภาคการศึกษาใหม่ การเรียนใหม่ ชั้นปีใหม่ แต่สำหรับนานะแล้วมันไม่ได้แปลกใหม่ขึ้นมาเลย แม้ว่าตอนนี้จะขึ้นช่วงกลางของชั้นมัธยมปลาย มันก็แค่การเลื่อนขึ้นชั้นปี
ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเหมือนเมื่อตอนปีหนึ่งเลยซักนิด
    
      แต่ที่เปลี่ยนไป คงเป็นความสัมพันธ์ของเธอกับเหล่ารุ่นพี่ที่เคยเจอเมื่อปีที่แล้ว
หลังเลิกเรียน นานะและทาเครุมักจะเล่นบาสด้วยกันที่สนามของมหา'ลัยอาโอบะ มีหลายครั้งที่สมาชิกจากวงออซมาเล่นด้วย
     ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆเริ่มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ....
    วันนี้เองก็เช่นกัน เพียงแต่สมาชิกที่มาเพิ่มคือ สองที่น้อง คิริคาวะ เรนะ และ คิริคาวะ ซายะ ส่วนสมาชิกของออซวันนี้คือ นาจิ ชิกิและนัทซึโนะ
    นานะนั่งลงอย่างเหนื่อยอ่อน เหงื่อไหลออกมาจากทุกส่วนของร่างกาย สภาพของคนที่ผ่านการเล่นกีฬามาอย่างหนักเช่นเดียวกับทาเครุที่นั่งหอบอยู่ข้างๆ
ตอนนี้ในสนาม นาจิ และซายะกำลังเล่นกันอยู่ ในขณะที่นานะและทาเครุหมดแรงจนฝืนเล่นไม่ไหว
"นี่จ๊ะ"
เรนะยื่นผ้าขนหนูให้ทั้งสอง
"มาเล่นกันทุกวันเลยเหรอ?"
สาวรุ่นพี่ถามพร้อมกับยื่นขวดน้ำดื่มให้นานะตามด้วยทาเครุ เด็กสาวรับไว้อย่างยินดีพร้อมบอกขอบคุณ เธอเปิดฝาขวดไปด้วยพลางตอบคำถาม
"ค่ะ...ช่วงก่อนหน้านี้ก็มาทุกวัน วันไหนไม่ว่างกันหรือเหนื่อยๆก็จะพักบ้าง"
"เอ๋ แล้วไซกะจังล่ะ? ช่วงนี้ไม่เห็นเลยนะ"
เรนะทำท่าหันไปมองที่อื่นก่อนกลับมามองทาเครุที่กำลังใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อตรงหน้าผาก
คนถูกถามชั่งใจอยู่ซักพัก เธอแค่คิดหาคำพูดที่สุภาพและน่าจะฟังแล้วเข้าท่าในการตอบคำถาม
"ฉันคิดว่าเขาติดกิจกรรมชมรมค่ะ เลยไม่ค่อยจะได้มา"

      โม้ไปงั้นแหล่ะ....

ความจริงคือหลังจากเรื่องของ ฮารุยามะ ริน แล้ว ไซกะแทบจะไม่ค่อยไปไหนมาไหนกับเธออีกเลย ช่วงปีใหม่ก็ปิดตัวอยู่แต่บ้าน โทรศัพท์ไม่เปิด
โทรหาที่บ้านก็บอกแค่ว่าไซกะไม่อยู่ และคนที่รับส่วนใหญ่เป็นพี่ชายของเธอ ถึงนานะไม่เคยเจอพี่ชายของไซกะตรงๆ แต่เธอก็รู้ได้ว่าเขากำลังโกหกอยู่
คนอย่างไซกะที่ไม่สุงสิงกับใคร ไม่ออกบ้านไปไหนถ้าไม่จำเป็น ไม่มีทางที่จะ ไม่ว่าง แทบทุกครั้งที่เธอโทรไปหา
     หรือบางที คนที่โกหกอาจจะเป็นไซกะเองก็ได้
หลังจากเลิกเรียนก็เดินออกจากห้องไปซะเฉยๆ ไม่ฟังคำเรียกของใคร แม้นานะจะเดินตามออกไปก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดแล้วหันมามอง
และนั่นมักจะเป็นทุกครั้งที่นานะบอกว่าจะไปที่อาโอบะ

    หรือไม่อยากจะเจอยัยรินนั่นอีก

     นานะยกผ้าขนหนูขึ้นเช็ดเหงื่อที่ไหลตรงลำคอพร้อมเหม่อมองไปข้างหน้า ทาเครุหันมามองใบหน้าด้านข้างของรุ่นน้องที่นั่งอยู่ด้วยกัน
เขารู้ว่าเด็กคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ แม้แต่ตัวเขาเองก็คิดอยู่เช่นกัน....
         ไซกะซัง...










      ตึกเรียนเงียบและโล่งไร้ผู้คน เสียงฝีเท้าเบาๆดังมาจากชั้นบน แม้จะเบา แต่ก็สามารถได้ยินชัดเจนเพราะตอนนี้ไม่มีเสียงอื่นใดหลงเหลืออยู่ในตึกแล้วอีกแล้ว
เวลาห้าโมงเย็นเกือบหกโมง นักเรียนทั้งหลายกลับบ้านกันเกือบหมด มีบ้างที่ยังทำกิจกรรมชมรมกันอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกชมรมกีฬา
วันนี้ไม่มีการประชุมกรรมการนักเรียน พวกคุณครูต่างยุ่งกับงานของตัวอยู่ในห้องพักครู มีบางส่วนเริ่มกลับกันไปแล้ว
      ไซกะเดินลงบันไดมาจากชั้นบนอย่างเชื่องช้า เธอไม่รีบ ไม่จำเป็นต้องรีบแม้จะอยู่เป็นคนสุดท้ายของชมรมก็ตาม ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ผมดำยาวประบ่าสั่นตามการเคลื่อนไหวอย่างบางเบา
เด็กสาวเดินลงมาจนถึงชั้นสองซึ่งเป็นชั้นห้องเรียนของตนเอง ตั้งใจจะเข้าไปเอาของที่ลืมไว้ แต่เสียงปิดประตูห้องทำให้เธอต้องชะงักและเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้ ไซกะย่อตัวเพื่อหลบเจ้าของฝีเท้านั้นโดยทันที
เธอไม่เห็นหน้าของคนๆนั้น แต่แน่ใจได้ว่าออกมาจากห้องเรียนของตนเองแน่นอน
      ห้องเรียนของพวกไซกะอยู่ถัดจากห้องที่ติดบันได เสียงดังมาจากตรงนั้นและมันทำให้เด็กสาวแน่ใจ
         คงมีใครลืมของมั้ง
คิดในแง่ดี ลุกขึ้นและเดินไปที่หน้าห้อง ยื่นมือไปเปิดประตูออกช้าๆและให้เบาที่สุด
ทันทีที่เปิดออก กลิ่นเหม็นของอะไรบางอย่างก็โชยออกมาจากข้างใน

        กลิ่นสี?

      ห้องเรียนยามเย็นที่เริ่มมืดนั้นดูน่ากลัว แต่ไม่ได้ทำให้เด็กสาวที่ยืนอยู่หน้าห้องนี้รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย สายตาสาดส่องไปทั่วๆให้แน่ใจว่าไม่มีคนอยู่ก่อนจะเดินเข้าไปที่โต๊ะตนเอง
"...!?"
สายตาสะดุดเข้ากับสิ่งของที่วางกระจายอยู่บนโต๊ะของมิกะซึ่งอยู่ข้างๆ

      หน้าสมุดที่ถูกฉีกออก แผ่นกระดาษกระจัดกระจายไปรอบๆ ความมืดของห้องทำให้ไซกะมองไม่เห็นชัดๆว่ามีอะไรเขียนอยู่บ้าง แต่ก็พอจะอ่านออก มันเป็นคำด่า คำสาปแช่ง ที่ใช้ปากกาหมึกสีดำเขียนไว้เต็มหน้ากระดาษ
มือเล็กๆยื่นไปหยิบ พบว่ามันเปียกอะไรบางอย่าง ไซกะเดาะลิ้นไม่พอใจและค่อยรวบรวมกระดาษขึ้นมาทีละแผ่น เมื่อถึงแผ่นสุดท้าย...คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันทันทีที่เห็น
กลิ่นเหม็นสีเข้ามาปะทะจนเธอต้องก้าวถอยไปเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววงุนงงและหงุดหงิด

      บนโต๊ะนั้นว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดวางไว้ มีเพียงเส้นสีที่ลากผ่าน....
      แม้จะค่อนข้างมืด แต่ก็มองเห็นได้ว่ามันเป็นสีแดง เส้นสีนั้นลากผ่านเป็นคำ...หากแต่เป็นคำสาปแช่ง


                 "ไปตายซะ"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
................




      เช้าวันต่อมา เสียงเอะอะดังขึ้นทันทีที่นานะเปิดประตูเข้ามาในห้องเรียน เสียงซุบซิบและคนที่มุงกันอยู่หน้าห้องเป็นสิ่งที่บอกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น
นานะไม่ได้สนใจว่าใครพูดอะไรออกมา เธอเห็นเพื่อนชายที่สนิทกันเดินแหวกทางออกมาพร้อมกับผ้าเช็ดขี้ริ้วที่เปื้อนสีและถังน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำสีแดง ใบหน้าบ่งบอกถึงความโกรธเคือง แม้เพียงเล็กน้อย....
"นี่เกิดอะไรขึ้นเหรอ?"
อิโนะ มิคาวะ หันมามองพร้อมทำหน้ายุ่งกว่าเดิม
"ใครไม่รู้ไปเขียนโต๊ะของมิกะเอาไว้น่ะสิ พอมาถึงมันก็เขียนไว้อยู่แล้ว สีก็แห้งติดอีก เช็ดไม่ค่อยออกด้วย"
มิคาวะไม่พูดอะไรต่อ เดินออกจากห้องไปเพื่อไปเปลี่ยนน้ำ

                 โต๊ะของมิกะเหรอ?
     นานะขยับแว่นพร้อมแหวกกลุ่มเพื่อนๆที่มุงกันอยู่และเดินไปที่โต๊ะของมิกะหลังห้อง เจ้าของโต๊ะยืนหันหลังกำลังเช็ดโต๊ะของตัวเองอย่างเชื่องช้า ยูนะยืนอยู่ตรงข้ามกับมิกะ ก้มหน้าก้มตาเช็ดอย่างแรงเหมือนกัน
นานะเดินอ้อมตัวมิกะมาดูสิ่งที่อยู่บนโต๊ะ ดวงตาเบิกกว้าง ความโกรธแล่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว เด็กสาววางกระเป๋าไว้ที่โต๊ะไซกะข้างๆพร้อมกับหันไปถามกลุ่มที่ยืนอยู่หน้าห้องทั้งหมดอย่างเดือดดาล
"ใครเป็นคนทำ!!!!!!!"
เมื่อเห็นคนที่อารมณ์ดีมาตลอดอย่างนานะขึ้นเสียงพร้อมกับสีหน้าที่พร้อมจะด่าได้ทุกเมื่อนั้น ทุกคนเริ่มเหงื่อตกและไม่มีใครพูดอะไร จนเด็กสาวที่นึกเดือดขึ้นมาอีกครั้ง
"ฉันถามว่าใครเป็นคนทำไงเล่า!!!!!!!!!"
แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา จนมีหน่วยกล้าตายคนหนึ่งเดินออกมา มามิยะ ไอ เด็กสาวผมหยักศกทำสีหน้าให้ปกติที่สุดและเข้าไปหานานะ
        แต่มันปกปิดความกลัวได้ไม่หมด.....

"ใจเย็นๆนะ นานะ.....พวกเราเข้าห้องมาก็เจอมันเป็นแบบนั้นแล้ว เราไม่รู้หรอกว่าเป็นใคร......."
"แล้วก็ยืนเฉยกันแบบนี้เนี่ยนะ!!!"
"เราแค่...เอ่อ...ไม่รู้จะทำยังไง...."
       มามิยะยังไม่ทันได้พูดจบเสียงแหลมๆของหญิงสาวคนหนึ่งก็ขัดขึ้นมา อาคาฮิโตะ โมสึมิ  เด็กสาวที่ถือว่าเป็นเหมือนสาวเปรี้ยวที่ไม่มีใครอยากยุ่งด้วยถ้าไม่จำเป็น เธอเป็นพวกหัวรุนแรง หากไม่พอใจใคร
สิ่งที่คนๆนั้นต้องเจอนั้นช่างเลวร้าย...
"ไปทำอะไรใครไว้จนโดนศัตรูแกล้งเองรึเปล่า....คาวามิยะซัง"
สองมือกอดอก ผมยาวดัดเป็นลอน ใบหน้าขาวด้วยแป้ง ลิปสติกสีแดงบนเรียวปากอวบอิ่มนั้นฉีกยิ้ม โดวงตากลมโตสีดำหร่ลงเล็กน้อยเมื่อมองมาที่เด็กสาวสวมแว่น โมสึมินั้นหากไม่นับเรื่องนิสัยที่ไม่ค่อยดีแล้วเธอจัดได้ว่าเป็นคนสวย
รูปร่างนั้นดูอวบ แต่มันก็ไม่ได้น่าเกลียด กระโปรงที่สั้นจนเกินไป ถุงเท้าย้วย การแต่งหน้าที่ดูจัดจ้านเกินไปนั้น ทำให้เธอดูเหมือนพวกสาวๆที่ชอบเที่ยวกลางคืน
         
                ถึงของจริงมันก็เป็นแบบนั้นก็เถอะ.....

"จะไปมีของแบบนั้นได้ยังไง...ถ้ามี คนๆนั้นก็คงเป็นเธอเองมากกว่า..."
นานะต่อว่าออกไปอย่างเหลืออด ไม่ใช่แค่ครั้งที่โมสึมิเข้ามาหาเรื่องเธอ ก่อนหน้านั้นก็เคยมี ทั้งพูดเสียงดังใส่เมื่อพวกนานะพูดคุยกันอย่าง "หนวกหูจริง เบาๆหน่อย" บ้าง หรือทำสีหน้าดูถูกดูแคลนใส่เมื่อเดินสวนกัน
จนคนที่ความอดทนสูงและไม่ค่อยจะคิดมากเรื่องแบบนี้ต้องหัวเสียบ่อยๆ โชคยังดีที่ยูนะและมิกะคอยห้ามและช่วยบรรเทาความขุ่นเคืองนั้นไปบ้าง 

"แล้วทำไมฉันต้องทำด้วยล่ะ ถ้าจะให้แกล้งแบบนั้น สู้ให้ฉันตบใบหน้าด้านๆของอุเอซึกิซังตรงๆเลยไม่ดีกว่าเหรอ?"
ริมฝีปากสีแดงด้วยลิปสติกฉีกยิ้มน่ารังเกียจมากกว่าเดิม

      นานะมองสายตาสายตาเหยียดหยามของโมสึมินิ่งๆ ในใจของเธอเริ่มนับถอยหลังเพื่อลดความโกรธลง แวบหนึ่งแอบคิดว่าคนที่ทำนั้นคือผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าแน่นอนแต่พอคิดว่าคนอย่างนี้คงไม่ยอมทำอะไรให้ตัวเองต้องมือเปื้อนแน่ๆ
ถึงอย่างนั้น สายตาเหยียดหยามนั่นราวกับเชิญชวนให้ทำเรื่องไม่ดีออกไป  โชคดีที่ตัวของนานะยังพอเหลือความอดทนอยู่บ้าง จึงทำได้แค่มองตอบเท่านั้น

      อีกอย่าง เรื่องนี่โมสึมิพูดมาก็มีส่วนของความจริง เพราะมิกะมักจะมีแฟนไปทั่วอาจทำให้มีศัตรูเพิ่มขึ้นโดยที่ตัวเองไม่รู้ แต่ก็ไม่เคยที่จะมีเรื่องแบบนี้มาก่อน งั้นใครเป็นคนทำกันแน่....
"พอเถอะ นานะ...ช่วยมิกะกันก่อนเถอะ...นะ"
ยูนะเดินเข้ามาห้ามเมื่อเห็นทีท่่าว่าไม่ดีแน่ สีหน้าของเธอบ่งบอกว่าหงุดหงิดใจไม่แพ้กัน
คนถูกห้ามละสายตาจากโมสึมิ หันหลังให้พร้อมกับก้าวเท้าเดินต่อไปเพื่อช่วยเพื่อนของตนที่กำลังก้มหน้าทำความสะอาดโต๊ะตัวเองอยู่ มิคาวะที่กลับมาแล้วเริ่มใช้แปลงขัดอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนชายของเขาก็มาช่วยด้วยเพราะความสงสาร

      นานะขยับแว่นเล็กน้อยพร้อมรู้สึกซาบซึ้งในความมีน้ำใจแม้จะน้อยนิดของเพื่อนๆ แต่ความรู้สึกดีๆนั้นก็ถูกดึงให้หายไปด้วยคำพูดของโมสึมิอีกครั้ง....
"ใครจะทำก็ไม่รู้หรอก แต่คนที่มั่วผู้ชายไปทั่วแบบนั้นก็สมควรจะโดนแรงๆกว่านี้ล่ะนะ"
สายตาของคนทุกคนหันไปมองคนพูดอย่างตกใจ คงเว้นเด็กสาวสวมแว่นไว้คนหนึ่ง นานะหมุนตัวกลับมายกมือขึ้นตั้งท่าเตรียมปะทะกับใบหน้าขาวๆของโมสึมิ........




ตึง!!!!!!!!



      เสียงเปิดประตูที่ดังสุดๆเรียกความสนใจของทุกคนให้หันไปมอง ประตูหลังห้องถูกเปิดออกอย่างแรงด้วยมือของสมาชิกร่วมห้องคนหนึ่ง
ไซกะเดินเข้ามาท่ามกลางความเงียบของห้อง ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ สองขาก้าวเดินไปที่นั่งของตัวเอง วางกระเป๋าลงเบาๆ แน่นอนว่าทั้งห้องยังคงอยู่ในความเงียบ
สายคาคมๆเหลือบไปมองที่โต๊ะของมิกะ ดวงตาสีดำสนิทไม่เปิดเผยความรู้สึก ทุกคนที่มองมาก็บอกไม่ได้ว่าเธอคิดอะไรอยู่

      ไซกะละสายตาจากตัวอักษรสีแดงที่เริ่มหายไปบ้างมองไปที่หน้าห้อง แววตานั้นเริ่มฉายแววเหี้ยม เหล่าคนที่ยืนมุงอยู่สะดุ้ง และแยกย้ายไปนั่งที่ทันที มีเพียงโมสึมิกับนานะที่ยังอยู่กับที่และพวกยูนะที่เริ่มลงมือขัดโต๊ะอีกครั้ง
เด็กสาวผมดำถอนหายใจก่อนนั่งลงโดยไม่ปริปากใดๆ
 
"...ทำตัวใหญ่เชียวนะ..."
เสียงพึมพำของใครบางคนดังขึ้นในขณะที่ห้องเริ่มมีเสียงพูดคุยบ้างแล้ว....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 ช่วงเวลาของการเรียนผ่านไปอย่างน่ากลัว ไซกะที่แม้จะไม่ได้พูดอะไรมาทั้งวันแม้กับพวกนานะก็ตาม แต่เธอนั่งปล่อยรังสีบางอย่างออกมาตลอดเวลาจนคนอื่นๆกลัว
และมันก็ผ่านไปได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นานะโทรไปเลื่อนนัดกับทาเครุ และตัดสินใจว่าจะไปส่งมิกะที่บ้าน จากที่โมสึมิพูดเมื่อเช้า เธอคิดว่าปล่อยภัยไว้ก่อนคงดีที่สุด
       แต่ความโชคร้ายมันยังมาได้เรื่อยๆ

      "ไม่กลับด้วยกันเหรอ...."
"......."
ไซกะลุกขึ้นและเดินออกจากที่นั่งของตนเองโดยไม่สนใจเสียงเรียกของยูนะ
แต่เมื่อลุกเดินออกมาได้ไม่ไกลจากที่นั่ง เด็กสาวร่างใหญ่ก็เข้ามาขวางไว้ ไซกะเงยหน้ามอง ยังคงเรียบเฉยๆทุกอย่าง
โอคิโนะ ทัตสึบะ เด็กสาวผู้เป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ของโมสึมิและคู่หูของเธอ คาเสะตะ อามาอิที่ยืนอยู่ข้างๆ

      ทัตสึบะเป็นสาวร่างใหญ่ รูปร่างค่อนข้างอวบ ชอบทำตัวกร่าง อวดสิ่งที่มี ถากถางและเยาะเย้ยคนอื่น ไม่ต่างอะไรกับอามาอิที่มีนิสัยแบบเดียวกัน
อามาอิเป็นสาวร่างเล็ก ผอมบาง ใบหน้าตกกระ ผมสีดำยาวมัดรวบหางม้า ทั้งสองไม่ใช่สาวสวย ถ้าจะเรียกว่าน่าเกลียดก็คงได้

                               น่าเกลียดนั้นรวมไปถึงนิสัยด้วย

      ทั้งสองจึงไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ส่วนโมสึมินั้นแตกต่างทั้งรูปร่างหน้าตาและมักใช้คำพูดกับแววตาจิกกัดคนอื่นมากกว่าการกระทำเหมือนทัตสึบะและอามาอิ
คราวนี้ก็เช่นกัน โมสึมิยืนดูอยู่ที่หน้าห้องเฉยๆ
      ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครขยับไปไหน ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนต่างหวาดหวั่นและรู้ดีว่าทัตสึบะและอามาอิกำลังหาเรื่องพวกนานะอยู่
แต่คนที่ทัตสึบะยืนประจันหน้าอยู่นั้นกลับไม่ใช่นานะ....
"......"
ไซกะเงยหน้ามองคนที่ยืนขวางด้วยใบหน้าที่ยังคงไร้ความรู้สึก และตรงนั้นเองที่ยั่วโมโหให้ทัตสึบะ
"จะรีบกลับไปไหนล่ะ โทโมฮาระ..."
คนตัวเล็กกว่าไม่ตอบ ถอนหายใจเล็กน้อย
นานะทำท่าจะเดินเข้าไปผลักร่างใหญ่ๆของทัตสึบะที่แกล้งเพื่อนตัวเองอยู่ แต่อามาอิเข้ามาขวางไว้
"ถอยไปนะ คาเสะตะ...."
เด็กสาวนามอามาอิไม่ขยับพร้อมทำสีหน้าเยาะเย้ย เธอไม่ปริปากพูดใดๆออกมา นานะเริ่มฉุน แต่ลึกๆในใจแล้วตัวเธอเองก็ไม่อยากจะเข้าไปหาเรื่องใคร ตอนนี้ทำได้แค่มองดูอย่างเดียวเท่านั้นจริงๆ...


      "ยังทำตัวใหญ่เหมือนเดิมเลยนะ.... คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน"
เสียงทุ้มๆของทัตสึบะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบและความตื่นตกใจของคนในห้อง ไซกะเงยหน้ามองเล็กน้อยก่อนถอนหายใจ เธอไม่ขยับ ไม่พูด ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ได้แต่ยืนอยู่นิ่งๆตรงหน้าเด็กสาวที่น่ารังเกียจนี้เท่านั้น
เมื่อเห็นท่าทีของคนตัวเล็กกว่ายังนิ่งเฉย ความโกรธก็พุ่งขึ้นสูงอย่างห้ามไม่ได้

      "ทำตัวหยิ่งอยู่ได้ น่ารำคาญ! แล้วยังทำตัวเป็นใหญ่ คิดว่าทุกคนจะกลัวเธอกันหมดรึไง อย่างน้อยก็ไม่ใช่พวกฉัน เธอมันก็แค่มดปลวกที่พวกฉันจะเหยียบย่ำให้ตายตอนไหนก็ได้เท่านั้น!!!...."
แววตาเหยียดหยามของทัตสึบะจ้องมองไซกะราวกับพร้อมจะทำลายได้ทุกเมื่ออย่างที่พูด สองมือกำหมัดแน่น ความอดทนไม่เคยมีอยู่แล้วในตัวของเด็กคนนี้ แรงโทสะนั้นพลุ้งพล่านไปทั่วทั้งห้องสี่เหลื่ยม
ข่มขวัญให้ทุกคนหวาดกลัวจนไม่กล้าขยับหรือพูดอะไรออกมา นั่นทำให้เด็กสาวสามคนที่กำลังทำตัวเป็นนักเลงประจำห้องได้ใจ ยิ่งขู่ ยิ่งด่า ยิ่งต่อว่า ยิ่งทำอะไรแบบนี้ทุกคนจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของพวกตน
"คนอย่างเธอ ถ้าได้เจอแบบยัยสำส่อนนั่นคงเข็ดบ้างสินะ หรือจะให้พวกฉันลงมือเพื่อสั่งสอนเธอดี....ว่าใครควรกลัวใครกันแน่....แต่ยัยนั่นน่ะ ควรจะโดนหนักกว่าเนอะ ก็ยั่วผู้ชายไปทั่วอย่างนั้น"
 

     ไซกะเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อมองคนตรงหน้าให้ชัดเจน คำว่า ยัยสำส่อน นั่นทำให้เธอเริ่มมีโทสะขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
เมื่อได้เห็นแววตาที่เริ่มแสดงอารมณ์บ้าง ทัตสึบะกระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มน่าขยะแขยงผุดขึ้นบนใบหน้า ชักสนุกแล้วสิ....
"ทำไมล่ะ...โกรธเหรอ...โทโมฮาระซัง โกรธแทนเพื่อนงั้นเหรอ แสร้งเป็นคนดีงั้นเหรอ....ฮะๆๆๆ ตลกจัง"

 
 
     นานะแทบจะพุ่งเข้าไปตบหน้าของทัตสึบะทันทีที่เริ่มส่งเสียงหัวเราะดูถูก แต่ติดที่อามาอิยังขวางอยู่ ตอนนี้ไม่สนใจอะไรแล้ว ความคิดมีเพียงแค่ถ้าไม่ทำให้ใบหน้าด้านๆน่ารังเกียจนั่นหายไป เธอคงนอนไม่หลับแน่ๆ
และราวกับความรู้สึกของนานะ ไซกะถีบโต๊ะที่อยู่ด้านข้างของทัตสึบะอย่างแรง โต๊ะตัวนั้นถอยตามแรงไปด้านหลังจนเข้ากับโต๊ะตัวอื่นจนล้มลงไป  เสียงดังสนั่นไปทั่วและมาแทนที่เสียงหัวเราะของทัตสึบะ
ตอนนี้เธอเงียบ มองคนตรงหน้าอย่างตกใจ ไม่ใช่แค่เธอ คนอื่นๆก็เช่นกัน

      "หนวกหู....น่ารำคาญจริงๆนะเธอน่ะ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วพูดพล่ามอะไรอยู่ได้ ไม่เห็นรู้เรื่อง...."
คำพูดแรกของวันจากไซกะดังขึ้น ตอนนี้ทุกสายตาเปลี่ยนจากคนแกล้งอย่างทัตสึบะไปที่เด็กสาวผมดำ
คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แววตาดุดัน แรงโทสะของทัตสึบะหายไปในทันที แต่แรงกดดันจากไซกะเข้ามาแทนที่

      "ฉันไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรกับเธอซักหน่อย แม้แต่นิดเดียวก็ไม่! พูดตามตรงฉันพึ่งเคยเห็นหน้าเธอครั้งแรกนี่แหล่ะ....คนหน้าตาชั่วๆอย่างเธอมันหาได้ง่ายๆจนฉันขี้เกียจจำแล้ว...."
นานะหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย เธอไม่คิดว่าไซกะที่เงียบมาทั้งวัน เมื่อถึงเวลาต้องพูดก็กลายเป็นคำพูดแบบนี้ไปซะอย่างงั้น
คนโดนว่าคราวนี้ยืนหน้าเสียไป ความคิดตีกันไปหมดจนไม่รู้จะทำอะไรดี

      "ความคิดเธอคงมีแต่เรื่องชั่วๆสินะ หน้าตาเธอมันก็บ่งบอกอยู่แล้ว....ถ้ามีเวลามาหาเรื่องคนอื่นแบบนี้ ทำไมไม่เอาเวลาไปรักษาสมองเน่าๆของเธอให้มันคิดอะไรได้ดีขึ้นมากกว่านี้ กับปรับปรุงปากหมาๆที่พล่ามแต่คำน่าขยะแขยงนั่น
ให้มันดีขึ้นแบบคนอื่นซะล่ะ....หรือว่ามันเน่าจนกลับมาเป็นปกติไม่ได้แล้ว....?"
ไซกะไม่พูดอะไรต่อ เธอเดินผ่านทัตสึบะและออกจากห้องไปท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของคนในห้อง นานะลากเพื่อนอีกสองคนที่กำลังทึ่งออกทางประตูหลังห้องไปแบบเงียบๆ

      ทัตสึบะหน้าแดงด้วยความโกรธ มือที่กำหมัดอยู่ยิ่งกำแน่นกว่าเดิม ตัวสั่นไปตามแรงอารมณ์ที่พลุ้งพล่าน
คราวนี้เธอคิดจะสั่งสอนไซกะให้หวาดกลัวพวกเธอเพื่อที่จะได้ทำร้ายมิกะได้อย่างสบายมือ แต่กลับกลายเป็นว่าพวกเธอเองต่างหากที่โดนสั่งสอน
      โมสึมิขมวดคิ้วพร้อมใช้ความคิด ดูเหมือนเธอคิดผิดที่คิดว่าจะลงมือกับไซกะก่อน คราวหน้า...คงไม่ต้องสนใจอะไรแล้ว คนอื่นจะว่ายังไงก็ช่าง เธอขอแค่ให้ได้ทำลายทุกอย่างของมิกะเท่านั้นก็พอ....
เหตุผลมีแค่ความหมั่นไส้เท่านั้น.....
 
 
 
 
 
 
 
      หลังจากเรื่องเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ความสงบสุขก็เข้ามา มิกะไม่โดนกลั่นแกล้งอะไรอีกทุกคนในห้องก็ลงความเห็นกันว่าจะไม่ยุ่งกับโมสึมิ ทัตสึบะและอามาอิถ้าไม่จำเป็น
แต่ความสงบสุขนั้นเป็นเพียงฟ้าที่สดใสก่อนที่พายุจะเข้าอีกครั้ง.....

      นานะ มิกะและยูนะนั่งล้อมโต๊ะทานข้าวกันเหมือนที่ทำกันปกติในช่วงพักกลางวัน คราวนี้ขาดแค่ไซกะที่โดนรุ่นพี่ในชมรมเรียกไปเท่านั้น
ทั้งสามนั่งคุยกันเรื่องรายการทีวีเมื่อคืนและตอนต่อไปของละคร เป็นช่วงเวลาที่ปกติสุขเหมือนทุกที
"น่าทานจังเลยนะ อุเอสึกิซัง"
เสียงแหลมๆของโมสึมิดังขึ้น ทั้งสามเงยหน้ามอง แต่สิ่งที่มิกะเห็นทันทีคือผงแป้งสีขาวที่ตกลงมากระทบใบหน้าและเส้นผม
"มิกะ..!"

      แป้งฝุ่นจากขวดลอยออกมาตามแรงบีบของคนถือ ผงนั้นตกลงบนเส้นผมสีดำ และค่อยๆตกลงไปใบข้าวกล่องที่ยังกินไม่หมด ทุกสายตาจับจ้องไปที่การกระทำของโมสึมิ
รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเธอ แต่มือยังคงไม่หยุดบีบขวดแป้งจนเริ่มที่จะหมด

      กลิ่นหอมของแป้งที่ลอยคละคลุ้งในอากาศกระจายไปทั่วห้อง จากกลิ่นหอมเริ่มกลายเป็นกลิ่นฉุนราวกับเป็นกลิ่นของความชั่วร้ายที่ออกมาจากตัวของผู้กระทำ
ดอกไม้สวยงามที่มีกลิ่นหอม หากแต่เมื่อกระจายกลิ่นไปมากๆกลิ่นนั้นกลับทำให้ผู้ที่สูดดมเริ่มสะอิดสะเอียน ดอกไม้สวยงามเริ่มเผยรูปร่างแท้จริงของตนเอง ดอกไม้งามที่มีชื่อว่า   อาคาฮิโตะ โมสึมิ....

      "ทำบ้าอะไรของเธอน่ะ!!!"
นานะทุบโต๊ะดังปัง ดันตัวลุกขึ้นเผชิญหน้ากับดอกไม้งามที่มีกลิ่นฉุนนั้นตรงๆ สองมือกระชากคอเสื้ออย่างแรง โมสึมิยังยิ้มกับผลงานของตนเองอย่างยินดี ไม่มีท่าทีหวาดเกรงหรือกลัวคนตรงหน้าแม้แต่น้อย
แรงโทสะของนานะพุ่งขึ้นจนเกือบจะถึงขีดสุด ตอนนี้เธอพร้อมจะทำร้ายคนๆนี้ได้ทุกเมื่อโดยไม่เกรงกลัวต่อความเรียบร้อยที่ตนเองเคยรักษามาตลอด

      "จะตบฉันเหรอ...เอาสิ....คาวามิยะซัง...."
คำพูดและน้ำเสียงเชิญชวนของโมสึมิยิ่งกระตุ้นต่อมความอดทนของนานะให้ขาดผึง เด็กสาวเงื้อมือขึ้นข้างหนึ่ง หมายจะทำตามคำยั่วยุของฝ่ายตรงข้าม

      ทว่า เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง เสียงเลื่อนประตูเปิดออกของไซกะทำให้ทุกการกระทำหยุดนิ่งและหันไปมอง
นานะค้างมือไว้กลางอากาศ ยูนะที่กำลังปัดแป้งใที่ติดตามตัวมิกะเองก็หยุดมือไว้
"....?"
ไซกะมีสีหน้างง งวยอย่างเห็นได้ชัด เธอมองไปที่นานะกับโมสึมิและเข้าใจในทันที
เด็กสาวถอดหายใจอย่างเบื่อหน่าย แต่ไม่มีท่าทีตกใจหรือโกรธเคือง เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าซักวันมันต้องมาอีก

              อา....น่าเบื่อชะมัด

      สองขาก้าวเข้าไปที่จุดเกิดเหตุ ปัดมือนานะที่กุมคอเสื้อของโมสึมิให้หลุดออกและผลักเธอคนนั้นให้ไปห่างๆ จากนั้นเข้าไปปัดแป้งบนโต๊ะและที่ตัวของมิกะโดยไม่สนใจสายตาอาฆาตของโมสึมิและทัตสึบะที่จ้องมาแม้แต่น้อย
แต่ก็ใช่ว่าไม่รู้ตัวว่าโดยมองแบบนั้นอยู่
ไซกะถอดหายใจอีกครั้งอย่างดังเพื่อให้ได้ยินกับทั่วก่อนจะหันไปหาตัวต้นเหตุ
".....ในที่สุดก็ส่งกลิ่นเหม็นเน่าออกมาแล้วสินะ..."
เด็กสาวผู้นิ่งเฉยตอนนี้ค่อยๆผุดยิ้มออกมา รอยยิ้มที่นานะไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่คบกันมา หากแต่มันไม่ใช่รอยยิ้มที่สวยงาม
"ทีนี้ ไม่ต้องซ่อนมันไว้แล้วสินะ ใต้ดอกไม้ปลอมที่สร้างขึ้นมานั่นน่ะ...."
รอยยิ้มราวกับปีศาจร้าย....เธอเองก็คงซ่อนมันไว้ภายใต้หน้ากากอันเย็นชานั้นเช่นกัน.....
 
 
      เสียงกริ่งบอกเวลาหมดพักเที่ยง คนอื่นๆเริ่มเก็บของ เคลื่อนย้ายโต๊ะให้กลับสู่สภาพเดิม ไซกะเองก็เช่นกัน แม้จะยังตื่นตกใจอยู่บ้าง แต่นานะเลือกที่จะวางเฉยต่อมันไปก่อน ตอนนี้ค่อยๆใจเย็น ตั้งหน้าตั้งตาเรียน
แต่ก็พร้อมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ.....
 
      ยูนะหันไปมองเพื่อนผู้โดนแกล้งของตนอีกครั้งอย่างนึกสงสาร ดวงตาของมิกะฉายแววว่างเปล่า แม้จะดูสงบนิ่งอยู่บ้าง แต่ทั้งสองรู้ดีว่าข้างในตื่นกลัวและอยากร้องไห้มากขนาดไหน
วันเวลาที่เคยสงบสุข...มิกะนึกถึงช่วงที่ตนเองเคยยิ้มอย่างมีความสุข ตอนนี้มันหายไป จากการกระทำของสอง...ไม่สิ สามคน ที่แม้แต่เธอเองยังไม่เข้าใจว่าเกิดขึ้นได้ยังไงและเธอไปทำอะไรให้ใครตอนไหน

      จริงที่ว่าเธอเป็นคนเสียงดัง บางทีก็ชอบทำตัวเด่น แต่ก็ยังไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน ครั้งนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง ทั้งโมสึมิ ทั้งทัตสึบะต้องการอะไรจากเธอกันแน่....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
       "โดนหนักขนาดนี้เลยเหรอครับ!?"
ทาเครุวางแก้วลงบนจานรองอย่างแรงโดยไม่รู้ตัวทันทีที่นานะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจบ เหงื่อไหลลงตามใบหน้า ทาเครุตอนนี้ดูตกใจและกลัวยิ่งกว่าคนที่เผชิญหน้ากับมันมาอย่างนานะเสียอีก
จนคนเล่าต้องพูดว่า เรื่องมันผ่านมาแล้ว ใจเย็นๆ
"แต่ว่า โดนขนาดนี้ไม่บอกครูหรือพ่อแม่ผู้ปกครองไปจะดีเหรอครับ"
"ก็อยากจะบอกหรอก แต่ถ้ามีเรื่องกันขึ้นมา ทางมิกะจะแย่เอาน่ะสิ....."
นานะใช้หลอดคนน้ำผลไม้ที่สั่งมาโดยไม่คิดจะดื่ม
"ทำไมล่ะครับ ถ้าเราเป็นฝ่ายเสียหาย...ยังไงฝ่ายนู้นก็ผิดนี่ครับ"
"อืม....แต่พ่อของยัยอาคาฮิโตะนั่นเป็นถึงตำรวจน่ะสิ ยศกับตำแหน่งก็ใหญ่ด้วย....ดูยังไงพวกฉันก็แย่กว่าเห็นๆ"
ชายหนุ่มรุ่นพี่กระพริบตาปริบๆ เขาเข้าใจความหมายที่นานะพูด หากมีเรื่องกัน ฝ่ายนั้นต้องใช้เส้นในการตัดสินซึ่งยังไงคนที่แพ้ก็เป็นทางมิกะอยู่ดี
กระบวนการยุติธรรมสมัยนี้แพ้ด้วยยศศักดิ์และเงินทอง เป็นคำพูดที่เป็นจริงเสมอ

      "แต่พี่ชายของคุณก็เป็นตำรวจนี่ครับ..."
นานะยังคงคนน้ำเล่น สีหน้าดูเหนื่อยใจอย่างแปลกๆ แต่ทาเครุไม่ผิด เพราะเขาใช่ว่าจะรู้จักเรื่องของเธอดีทุกอย่างเหมือนที่เธอก็ไม่รู้เรื่องของเขาเช่นกัน
"แต่มันก็ยังไม่ถึงขั้นจะใช้เส้นใช้สายได้หรอกนะ..."
ทาเครุหน้าสลดลงไปนิดหน่อย เขาอยากจะช่วยจริงๆ เพียงแค่ไม่รู้ว่าจะช่วยด้วยวิธีไหนเท่านั้นเอง แม้จะให้คำแนะนำ แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ได้ในสถานการณ์แบบนี้
ความคิดของชายหนุ่มเริ่มแล่นไปเรื่อยๆ ตอนแรกจะแนะให้ไซกะช่วย พอลองคิดดูดีๆ หากให้เธอคนนี้ช่วยล่ะก็ คงกลายเป็นเหตุนองเลือดแน่ๆ....

      "แล้วคุณจะทำยังไงต่อล่ะครับ?"
"นั่นสินะ.....จะปล่อยไปเรื่อยๆก็ไม่ไหว แต่ถ้าจะให้ทำอะไรสักอย่างก็ไม่รู้ด้วยว่าพวกนั้นจู่ๆมาทำแบบนี้ไปทำไม..."
มือที่จับหลอดคนน้ำอยู่หยุดลง สีหน้าเหม่อลอย คิดไปเรื่อยๆหาสาเหตุ แต่ก็ไม่ได้เรื่อง เธอไม่รู้อะไรเลย คิดว่ามิกะคงรู้แต่อาจจะไม่พูดออกมา หรือเธอจะไปจัดการคนเดียวดี? ถ้าอย่างงั้นแล้วจะทำอะไรได้?


     นานะเริ่มสมเพชตัวเองเล็กน้อยที่ไม่กล้าและแข็งแกร่งได้อย่างไซกะ ไม่มีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้า มีแต่คิดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองหากลงมือทำไป
นึกย้อนไปถึงช่วงเที่ยงที่เกือบจะตบโมสึมิไปแล้ว ตอนนี้เธอทำไปเพราะแรงอารมณ์ แต่ในใจยังนึกกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับตัวเอง....แต่ความรู้สึกที่แท้จริง ก็ยังคงเป็นห่วงเพื่อนของตนเองอยู่ไม่น้อย

                     ถ้าฉันกล้าให้มากกว่านี้ล่ะก็....คงจะไม่กลัวอะไรทั้งนั้นแล้วทำลงไปเหมือนไซกะสินะ....

"ฉันเนี่ย...ขี้ขลาดแล้วก็เห็นแก่ตัวเนอะ...."
"เอ๋?"
ทาเครุมองเด็กสาวตรงหน้าที่ดูเปลี่ยนไป แต่เธอก็ไม่พูดอะไรต่อราวกับเป็นคำลอยๆที่ออกมาจากปากเท่านั้น
เห็นดั่งนั้น ชายหนุ่มค่อยยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ไม่ใช่คำปลอบใจที่รุ่นพี่มีให้รุ่นน้อง ไม่ใช่คำแนะนำหรือคำพูดลอยๆ แต่เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจและออกมาจากความรู้สึก
"ถึงผมจะยังรู้จักคุณไม่ดีเท่าไร แต่ผมคิดว่าไม่ใช่อย่างงั้นหรอกครับ....นานะซังคอยช่วยเหลือผมหลายๆอย่าง ทั้งการสอนผมในสิ่งที่ผมต้องการจะเปลี่ยน สอนผมเล่นบาส แถมยังมาช่วยผมด้วย....
ผมรู้ว่าคุณเป็นแฟนออซครับ แต่ถึงอย่างนั้น คุณก็ยังมาช่วยผมจากใจไม่ใช่เหรอครับ....รูปงานสัมภาษณ์ที่คุณเอามาให้ผม ผมคิดว่าคุณถ่ายมันมาให้ผมที่ไม่กล้าเข้าไปตรงๆ คุณไม่ใช่คนขี้ขลาดหรอกครับ...."

     นานะมองรุ่นพี่ตรงหน้าอย่างอึ้งๆ ถ้าเป็นคนปกติ คงคิดว่า 'หมอนี่ หลงตัวเองชะมัด' แน่ๆ
แต่นานะกลับรู้สึกอบอุ่นข้างในอย่างบอกไม่ถูก คงจะจริง...เธอยอมช่วยเพราะเห็นเป็นเรื่องสนุก แต่เมื่อเห็นใบหน้ามีความสุขของคนๆนี้ เธอก็รู้สึกมีความสุขไปด้วย
จึงตัดสินใจว่าจะช่วยให้ถึงที่สุด คงเพราะแบบนี้เอง ถึงได้เล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง....เพราะไว้ใจและมีความสุขเมื่อเห็นรอยยิ้มของคนๆนี้
"ขอบใจนะ ทาเครุจัง..."
แม้จะเป็นเวลาที่อาจจะสั้นๆที่ได้พบกัน แต่มันก็ทำให้เธอมีความสุขและรู้สึกสนุกเมื่อได้อยู่ด้วยกัน
"เอาล่ะ!! งั้นจากนี้อะไรจะเกิดขึ้นฉันก็ต้องพยายามแล้วล่ะ!!!!"
นานะกำหมัดแน่น ก้มลงดูดน้ำในแก้วโดยไม่หยุด ทาเครุจ้องมองพร้อมยิ้มอ่อนโยนไปด้วย
"พยายามเข้านะครับ...ถ้าผมช่วยได้ผมจะช่วยคุณเองครับ!"

                   จะคอยช่วย.......จะสนับสนุน......ไม่ว่าเรื่องอะไร จะคอยช่วยคุณทั้งสองกับเพื่อนๆของคุณเสมอ.....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
      ทางกลับบ้านเดิมๆ แต่มีนอกลู่นอกทางเข้าร้านนั้นร้านนี้ดูของไปเรื่อยบ้าง
ไซกะที่อดทนไม่ทำเรื่องรุนแรงที่มักจะทำเป็นปกติมาตลอดตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งแรก กำลังหาหนทางในการระงับมันอยู่ ไม่ให้ทำอะไรรุนแรงมากไปกว่านี้ ตอนนี้ควรจะอดทน รอให้ถึงจุดสูงสุดค่อยให้มันออกมา
การเที่ยวเตร่หลังกลับบ้านแม้ไม่ได้ช่วยซะหมดแต่ก็พอทำให้ลืมอะไรไม่ดีไปบ้าง
  
      ไซกะเดินเข้าร้านหนังสือประจำเพื่อดูว่ามีอะไรออกใหม่บ้าง

                     อ่านอะไรเพลินๆซักหน่อยคงจะดี

หมวดหนังสือการ์ตูนตอนนี้มีคนอยู่ไม่มาก เด็กสาวค่อยๆดูทีละเล่มๆอย่างไม่รีบร้อน จนสายตาหันไปเจอเล่มที่ต้องการ เอื้อมมือไปหยิบช้าๆ แต่แทนที่จะหยิบหนังสือมาเล่มเดียว กลับมามือของชายหนุ่มคนหนึ่งหยิบเล่มเดียวกับเธออยู่ด้วย
พอลองหันไปดูช้าๆ คิ้วขมวดเข้าหากันน้อยๆ มือที่จับอยู่ปล่อยลงทันที
"ไซกะจังนี่หน่า...ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ"
นาจิยิ้มออกมาเหมือนอย่างเคย เขามองหนังสือในมือและหันไปมองไซกะที่ก้มหน้าและสายตามองไปทางอื่น

      หลบตา?

"จะซื้อเรื่องนี้เหรอ? เขาบอกว่าสนุกมากเลยน่ะ อยากมาซื้อบ้าง แต่นี่เล่มสิบแล้วด้วย...สิ..."
เสียงของชายหนุ่มเริ่มจางหายในตอนท้ายเมื่อเห็นไซกะหันหลังเดินไปโดยไม่สนใจหนังสือที่เธอควรจะหยิบ
นาจิขมวดคิ้ว รู้ถึงความผิดปกติของเด็กสาวที่ไม่เจอหน้ากันมานานทันที ต้องมีอะไรแน่นอน เขาคิด


      โชคดีที่หลังจากจ่ายเงินแล้วเดินจากร้าน คนที่ตามยังเดินไปไม่ไกล นาจิกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามให้ทัน มีหลายเรื่องที่เขาอยากถาม
พักหลังไม่ค่อยได้เจอกันเลย  โกรธอะไรเหรอ  แล้วช่วงนี้นานะไม่ค่อยมาหาเลยด้วย  เกิดอะไรขึ้นเหรอ
นาจิรู้ทันทีว่าไซกะมีเรื่องบางอย่างทำให้ไม่อยากเจอกับพวกเขา แต่แล้วมันเรื่องอะไรกัน?

      เขานึกย้อนไปเรื่อยๆ ไล่ลำดับเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นสาเหตุโดยที่ยังไม่หยุดตาม และแล้วเขาก็นึกออก
"ไซกะจัง ยังโกรธเรื่องเมื่อตอนนั้นอยู่เหรอ...เรื่องของฮารุยามะซัง...."
คนได้ยินหรี่ตาลงเล็กน้อย เดาะลิ้นเบาๆและเร่งฝีเท้าเดินให้เร็วขึ้นกว่าเดิมจนคนตามต้องเร่งเพื่อให้ทัน
"นี่ ยังโกรธอยู่จริงๆเหรอ.....เรื่องมันผ่านมาแล้วนะ เธอไม่ใช่คนผิดด้วย อย่าโกรธเลยนะ กลับมาเล่นกันเถอะ....ไซกะจัง~~ อย่าเดินเร็วสิ มันเหนื่อยน้า~"
นาจิพูดอย่างกับเด็กๆพร้อมทั้งเริ่มก้าวยาวๆให้ทัน เหงื่อไหลตามใบหน้า แต่เขาไม่มีท่าทีว่าจะหยุด ไซกะเองก็เช่นกัน ยังเดินเร็วขึ้นโดยไม่ปริปากพูด
 
 
 
       ไม่ได้โกรธ....ขี้เกียจจะจำแล้วด้วย....

"เอ๋? เมื่อกี้ว่าอะไรนะ"
นาจิที่หูดีผิดคาดได้ยินเสียงพูดของเด็กสาวเบาๆ แต่เขาฟังไม่ออก ถามย้ำอีกทีเพื่อความแน่ใจ แต่คิดไว้ก่อนแล้วว่าคงไม่ได้คำตอบแน่นอน
"ไม่ได้โกรธ...."
"เหะ?"
ตอนกำลังจะตัดใจ คำพูดก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ไซกะชะลอฝีเท้าให้กลับมาเดินปกติ นาจิเดินมาอยู่ข้างๆ ก้มลงมองหน้าคนพูด
แม้จะนิ่งเฉยเหมือนปกติ แต่ดวงตากลับแสดงอารมณ์ออกมา

      ไม่อยากนึกถึง อยากลืม....อย่ามายุ่งกับฉันเลย

"ไซกะจัง...."
นาจิเป็นหนึ่งในคนที่อ่านคนออกเพียงแค่มองตา เขารู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เด็กสาวคนนี้กำลังรู้สึกไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความรู้สึกที่แม้แต่เขาเองก็บอกไม่ถูก
 
 
      แต่แล้วฝีเท้าของไซกะก็หยุดลง แม้จะสงสัยแต่เขาเองก็หยุดเช่นกัน
เด็กสาวข้างๆไม่ขยับ ไม่พูด เพียงแค่มองไปข้างหน้า เมื่อมองตามไป เห็นกลุ่มหญิงสาวสามคนในเครื่องแบบเดียวกันกับไซกะ

                เพื่อนเหรอ?

ข้างหน้าของเด็กคนหนึ่งคือชายหนุ่มตัวสูงกว่าสามคนนั้น อยู่ในเครื่องแบบของโรงเรียนชื่อดัง เป็นชายหนุ่มที่หน้าตาค่อนข้างจะดี นาจิมองสี่คนตรงหน้าสลับกับไซกะ
หรือว่า....
"แฟนเหรอ?"
ไซกะเดาะลิ้น คว้าคอเสื้อของนาจิ ดึงให้มาหลบอยู่ที่มุมหนึ่งของอาคาร ก่อนยื่นหน้าออกมาดูพฤติกรรมของทั้งสี่คน
นาจิด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขามองสลับกันไปมาอีกครั้ง แก้มขึ้นสีแดงเรื่อเล็กน้อย
"ไม่คิดเลยนะว่าไซกะจังจะมีแฟนกับเขาด้วย แต่ว่าการแอบดูพฤติกรรมของแฟนแบบนี้มันไม่ถูกนะ มีอะไรควรจะถามกันตรงๆ...."
คนฟังกำหมัดแน่นอย่างโมโหและหันไปด่าคนข้างๆด้วยเสียงที่เบาเท่าที่จะทำได้
"หนวกหู! นายน่าจะอยู่เงียบๆไม่ก็กลับบ้านไปซะ!!....นั่นแฟนมิกะต่างหาก"
 
              เคยเห็นหน้าครั้งเดียวก็จริง แต่ก็พอจำได้
 
โมสึมิยื่นโทรศัพท์ให้คนๆนั้นดู พร้อมกับทัตสึบะที่พูดบางอย่าง ระยะห่างที่ค่อนข้างไกลพอสมควรทำให้ไม่ได้ยินบทสนทนา แต่เธอรู้ว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
"อ่ะ มาทางนี้แล้ว"
ไซกะและนาจิรีบหลบหลังมุมของอาคารทันทีเมื่อเห็นพวกโมสึมิเดินมา
ทั้งสามแค่หัวเราะกันและพูดบางอย่างที่ไซกะจับใจความได้ว่า "สมน้ำหน้ายัยนั่น"

                วางแผนอะไรอีกล่ะ

      พอพ้นระยะของพวกนั้นแล้ว ไซกะเดินออกมาจากตึก มองแฟนของมิกะที่ยังยืนนิ่งอยู่ เขาแค่ก้มมองโทรศัพท์ของตัวเองเท่านั้น......
 
 
 
 
 
      เสียงข้อความเข้าดังมาจากโทรศัพท์ของมิกะที่วางไว้บนโต๊ะ ยูนะที่กำลังสอนการบ้านให้พลอยชะงักไปด้วย
เด็กสาวตัวเล็กหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดดูข้อความ

     ดวงตาเบิกกว้าง มือที่ถืออยู่เริ่มสั่น หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ความรู้สึกเจ็บปวดจากข้างในเริ่มแผ่ขยายไปทั่วทั้งร่างกายราวกับยาพิษ
มิกะไม่พูดใดๆออกมา เพียงแค่ความรู้สึกก็บ่งบอกถึงทุกอย่างที่เธอกำลังเผชิญอยู่แล้ว
ยูนะมองท่าทีของเพื่อนเปลี่ยนไปตัดสินใจที่จะเงยหน้าขึ้นดูข้อความนั้น
ข้อความไม่กี่คำทำให้เธอต้องอุทานออกมาเบาๆ  เอื้อมมือไปจับมือที่เย็นเฉียบของเพื่อนข้างๆ บีบน้อยเป็นการปลอบขวัญ
หัวใจของยูนะที่แม้จะไม่ได้ผูกพันกับเจ้าของข้อความนี้ แต่มันกลับบีบรัดจนเธอเองพลอยเจ็บไปด้วย ความรู้สึกของมิกะส่งมาถึงเธอเพียงแค่ฝ่ามือที่สัมผัสกันอยู่
"ทำไม...."
 
 
     ขณะเดียวกัน ไซกะและนาจิยังคงยืนดูท่าทีที่เริ่มเปลี่ยนไปของชายหนุ่มคนนั้น
เขาพับโทรศัพท์ ถือไว้แนบอก เงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าดูแน่วแน่ แต่ทว่าก็ดูเจ็บปวดเช่นกัน






      ข้อความเพียงไม่กี่คำที่ทำให้หัวใจน้อยๆของมิกะที่อ่อนแอในตอนนี้ต้องพังสลายไป
และเป็นข้อความที่แม้แต่คนพิมพ์เองยังเจ็บปวดไปด้วย......
 
 
                        ขอโทษนะ...มิกะ....ฉันเชื่อใจเธอ

                        แต่ว่า....





                     "เราเลิกกันเถอะ"
 
 

Comment

Comment:

Tweet

รีบๆแต่งต่อนะเฟ้ยย
ค้างงง ง

#1 By Boo (103.7.57.18|110.171.132.85) on 2013-06-17 17:41